← News feed
เปิด 41 หุ้น mai วิ่งแรงครึ่งแรกปี 69 ชู TRT แชมป์พุ่ง 271%
Affected tickers
Per-ticker News Sentiment Indicator
- WORKother · neutral · high
The article discusses market performance of stocks in the mai index and specific updates for TRT and NTF, but contains no information regarding WORK.
Article body
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ช่วงครึ่งปีแรก 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 พบว่า แม้ภาพรวมดัชนี mai จะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นรายตัวจำนวนมากสามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นจากปัจจัยเฉพาะตัว โดยมีหุ้นปรับตัวขึ้นเกิน 20% รวม 41 หลักทรัพย์
ทั้งนี้ ดัชนี SET Index ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 331.57 จุด หรือ 26.32% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ขณะที่ดัชนี mai Index อยู่ที่ระดับ 220.96 จุด เพิ่มขึ้น 3.91 จุด หรือ 1.80% จากระดับ 217.05 จุด สะท้อนว่าภาพรวมตลาด mai ยังฟื้นตัวจำกัด แต่หุ้นบางตัวกลับปรับตัวขึ้นแรงจากแรงหนุนเฉพาะบริษัท
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรก 2569 คือ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.70 บาท เพิ่มขึ้น 9.28 บาท หรือ 271.35% จากระดับ 3.42 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ขึ้นแท่นหุ้น mai ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบครึ่งปีแรก
ด้านนายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ TRT เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของบริษัท แอล.ดี.เอส. เมทัล เวิร์ค จำกัด หรือ LDS Metal Work ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TRT ถือหุ้น 92.50% เพื่อฟื้นฐานะทางการเงินและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต
TPLAS โชว์สินค้า-นวัตกรรมใน mai FORUM 2026 นักลงทุนตอบรับคึกคัก
IMH ร่วมงาน mai FORUM 2026 ชูยุทธศาสตร์ “Medical Tourism”
แผนดังกล่าวประกอบด้วยการลดทุนจดทะเบียนผ่านการลดมูลค่าที่ตราไว้ หรือ Par Value เพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทย่อย ก่อนดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อนำเงินไปใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน รองรับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทย่อยจะลดทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาท ผ่านการลดมูลค่าหุ้นจาก 100 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น ก่อนเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกไม่เกิน 515 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็นไม่เกิน 545 ล้านบาท
นายสัมพันธ์ระบุว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินลงทุนภายในกลุ่มบริษัท เพื่อให้บริษัทในเครือมีฐานะการเงินแข็งแรง และรองรับโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลกยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งระบบส่งไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หรือ Energy Transition
ในส่วนผลการดำเนินงาน บริษัทประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับไตรมาสแรก โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ หรือ Backlog ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งซื้อจากโครงการระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยส่งมอบต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
สำหรับนโยบายเงินปันผล นายสัมพันธ์กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดเป็นไปตามเป้าหมาย บริษัทมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ตามความเหมาะสม
ขณะเดียวกัน TRT ยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ก้าวสู่ Global Energy Infrastructure Player โดยมุ่งขยายธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศ รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วโลก การขยายโครงข่ายไฟฟ้า การลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center และการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
อันดับ 2 คือ บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 15.90 บาท เพิ่มขึ้น 9.70 บาท หรือ 156.45% จากระดับ 6.20 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประเมินหุ้น NTF มีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค หลังราคาหุ้นปรับฐานลงแรงจนเข้าสู่ภาวะ Oversold โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 20.80 บาทต่อหุ้น พร้อมมองว่าบริษัทได้รับปัจจัยบวกจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 900 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับการส่งออกทุเรียนในช่วงฤดูกาลผลิต
ทั้งนี้ KGI คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ NTF จะเติบโตโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของทุเรียนภาคตะวันออก ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนใช้เงินทุนจาก IPO และหุ้นกู้รองรับฤดูกาลทุเรียนภาคใต้ในไตรมาส 3/2569 รวมถึงเตรียมสะสมทุเรียนตกเกรดที่ยังมีคุณภาพเนื้อดี เพื่อนำไปผลิตทุเรียนแช่แข็งสำหรับส่งออกในช่วง Low Season ระหว่างไตรมาส 4/2569 ถึงไตรมาส 1/2570
ด้านมูลค่าหุ้น KGI มองว่า NTF ยังมี Valuation น่าสนใจ หลังราคาหุ้นปรับฐานลงมาซื้อขายที่ Forward P/E ประมาณ 6.5 เท่า ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ และกำไรไตรมาส 3/2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ 3 คือ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 5.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.70 บาท หรือ 117.39% จากระดับ 2.30 บาท
นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC กล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรคือการเข้าลงทุนในบริษัท Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT บริษัทสัญชาติเวียดนามที่มีประสบการณ์ในธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานมากว่า 20 ปี โดย PSGC เข้าถือหุ้น 64% มูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 750 ล้านบาท และเริ่มรวมงบการเงินเข้ากลุ่ม PSGC ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569
NT ดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการเหมือง Xekong Power Plant Limited หรือ XPPL ใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ มีปริมาณสำรองถ่านหินกว่า 600 ล้านตัน ผ่านระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนไปยังผู้ใช้ปลายทางในเวียดนาม ภายใต้กรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G ระหว่างเวียดนามและ สปป.ลาว
ปัจจุบัน NT มีสัญญาระยะยาวกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม ได้แก่ Vinacomin, PetroVietnam Power Fuel และ Dong Bac โดยตั้งเป้าจำหน่ายถ่านหิน 4 ล้านตันในปี 2569 และมีศักยภาพขยายสู่ระดับ 10 ล้านตันต่อปีในระยะถัดไป
นายเดวิดกล่าวว่า NT เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน PSGC จากธุรกิจก่อสร้างครบวงจรไปสู่ผู้ขับเคลื่อนห่วงโซ่พลังงานระดับภูมิภาค และช่วยเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากรายได้โครงการก่อสร้างไปสู่รายได้ประจำที่คาดการณ์ได้มากขึ้น โดย PSGC ตั้งเป้ารายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 และ 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578
ทั้งนี้ ไตรมาส 1/2569 PSGC มีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,600 ล้านบาท เติบโต 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการจำหน่ายถ่านหินคิดเป็นสัดส่วน 64% ของรายได้รวม และมีกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% สะท้อนผลของการลงทุนใน NT ที่เริ่มเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสแรก
อันดับ 4 คือ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO ราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 0.81 บาท เพิ่มขึ้น 0.42 บาท หรือ 107.69% จากระดับ 0.39 บาท
นายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ CMO เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมรุกหนักในครึ่งปีหลัง โดยมุ่งยกระดับสู่การเป็น Total Experience Solutions ไม่ได้จำกัดเพียงธุรกิจอีเวนต์ แต่รวมถึงการสร้างมาตรฐานความแตกต่างผ่าน Sustainability Compliance ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคว้างานจากองค์กรชั้นนำระดับโลก
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมขยายฐานรายได้สู่ตลาดต่างประเทศ ขณะที่ตลาดอีเวนต์ในประเทศยังมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทมีงานต่อเนื่องทั้งกลุ่มอีเวนต์และกลุ่มซัพพลายอุปกรณ์ระบบภาพ แสง เสียง อาทิ งาน World Bank Gala Dinner, งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม Luxury Brand, งานพาวิลเลียนในงาน Money Expo 2026, งาน SET in the City 2026 และกิจกรรมแฟนมีตติ้งศิลปิน
ขณะเดียวกัน CMO จะเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ควบคู่การบริหารกลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจอีเวนต์ พร้อมขยายธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาบริการด้านเทคโนโลยีสำหรับงานอีเวนต์และมาร์เก็ตติ้งให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
อันดับ 5 คือ บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC ราคาปิด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 0.57 บาท เพิ่มขึ้น 0.28 บาท หรือ 96.55% จากระดับ 0.29 บาท
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในลำดับถัดมา ได้แก่ KUMWEL เพิ่มขึ้น 94.06%, UKEM เพิ่มขึ้น 81.03%, KGEN เพิ่มขึ้น 75.00%, PPM เพิ่มขึ้น 68.33%, KCM เพิ่มขึ้น 64.71%, TIGER เพิ่มขึ้น 61.76% และ SALEE เพิ่มขึ้น 58.33%
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% ในลำดับถัดมา ได้แก่ STOWER, UBIS, SANKO, SPVI, NDR, DIMET, LTMH, MBAX, GLORY, NUT, VCOM, MCA, XO, KCC, AMARC, JAK, EURO, CRD, UREKA, LIT, THANA, MORE, TMILL, SICT, TPLAS, MUD, PIS, BE8 และ TACC
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นแรงของหุ้น mai หลายรายการสะท้อนแรงเก็งกำไรและปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทเป็นหลัก นักลงทุนจึงควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการ สภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านราคาก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มักมีความผันผวนสูงกว่าตลาดโดยรวม
Tags
หุ้น mai
ตลาดหลักทรัพย์ mai
ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์
KGEN
PSGC
NTF
mai
หุ้นเด่น
CMO
TRT
UKEM
KAOHOON
หุ้นไทย
KUMWEL
STC