← News feed
KCE-GUNKUL จ่อเบรกเอาท์รอบใหม่ ด้าน SCGP มูลค่าชนเพดานแนะล็อกกำไร
Affected tickers
Per-ticker News Sentiment Indicator
- KCEanalyst_rating_change · positive · med
The analyst report highlights that KCE is entering a major business recovery phase, citing improved pricing power and a shift toward high-value HDI PCB products.
- SCGPanalyst_rating_change · negative · high
The analyst downgraded the stock, citing that the current valuation is stretched and advising investors to "ล็อกกำไร" (lock in profits) as the price has already reflected positive factors.
Article body
HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์ 3 ยักษ์ใหญ่ ส่งสัญญาณการฟื้นตัวครั้งใหญ่ของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่เคยบอบช้ำ การขยายตัวในระดับภูมิภาคของหุ้นพลังงานหมุนเวียน พร้อมเตือนระวังมูลค่าหุ้น (Valuation) กลุ่มบรรจุภัณฑ์ แนะล็อกกำไร
บล.บัวหลวง ระบุว่า “KCE” ที่ถึงเวลาสิ้นสุดวัฏจักรขาลงอย่างเป็นทางการ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 47.00 บาท
หลังเผชิญกับวัฏจักรขาลงที่ยาวนานเกือบ 2 ปี หุ้นผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวทางธุรกิจครั้งใหญ่ในระยะยาว โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ไตรมาส 3 ปี 2569 (3Q69) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Inflection Point)
ปัจจัยเร่งการเทิร์นอะราวด์ อำนาจการต่อรองราคาที่เพิ่มขึ้น (Pricing Power)โดยประสบความสำเร็จในการปรับขึ้นราคาขายใหม่กับคู่ค้าแล้วราว 70–80% ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มคลายตัว คาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ดีดตัวขึ้นจาก ~18% ในครึ่งปีแรก (1H69) สู่ระดับ 21–23% ในครึ่งปีหลัง (2H69)
อานิสงส์ทางอ้อมจากกระแส AI แม้จะไม่ได้ผลิตแผ่น High-Density Interconnect (PCB) สำหรับ AI Server โดยตรง แต่บริษัทได้รับประโยชน์ทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ผลิต PCB รายใหญ่ของโลกพากันย้ายกำลังการผลิตไปรองรับกลุ่ม AI ส่งผลให้การแข่งขันในตลาด PCB สำหรับยานยนต์ (Automotive PCB) ซึ่งเป็นตลาดหลักของ KCE ลดลงอย่างมาก
สินค้ากลุ่ม HDI PCB ช่วยหนุนมาร์จิ้น บริษัทกำลังเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าไปสู่ HDI PCB ที่มีมูลค่าสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 30% เป็น 40–50% ในระยะยาว ทั้งนี้ HDI PCB มีราคาขายเฉลี่ย (ASP) อยู่ที่ 17–19 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยรวมของบริษัทที่ 13–14 ดอลลาร์ต่อตารางฟุต
ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรหลักใน 2Q69 จะทรงตัวอยู่ที่ 190 ล้านบาท ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ 370 ล้านบาทใน 3Q69 หรือเติบโตเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) นอกเหนือจากนี้ คาดว่ากำไรหลักในปี 2571 จะแตะระดับ 1.9 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึง 35%
“GUNKUL” รุกคืบดีลฟิลิปปินส์ ลบจุดอ่อน “Adder” หมดอายุ แนะนำ “ซื้อ”ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.50 บาท โดยประสบความสำเร็จในการปิดดีลใหญ่เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพรายได้ในระยะยาว ด้วยการรุกคืบเข้าสู่ตลาดพลังงานหมุนเวียนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาหลังจากรายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) กำลังจะหมดอายุลง ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 40% ของบริษัท Blue Solar Holdings Inc. (BSHI) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) บนทะเลสาบ Laguna ประเทศฟิลิปปินส์ โดยดีลนี้มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 7.5 พันล้านบาท และจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นให้แก่ GUNKUL ทันทีอีก 784.1 เมกะวัตต์ (MW)
นัยสำคัญต่ออนาคตของบริษัท
ความต่อเนื่องของรายได้ โครงการ BSHI มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาวถึง 20 ปี ในอัตราคงที่ที่ PHP 6.5258/kWh (หรือคิดเป็นประมาณ 3.53 บาท/kWh)
<span;>เบาะรองรับผลกระทบจาก Adder ที่หมดอายุ ในปี 2571 รายได้จาก Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการโคราชและมิตรภาพ (ซึ่ง GUNKUL ถือหุ้นผ่านบริษัทร่วมค้ากับ GULF) จะหมดอายุลง ดังนั้น โครงการ BSHI นี้จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนส่วนแบ่งกำไรที่หายไปได้อย่างพอดี โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนเข้ามาประมาณ 792 ล้านบาท ในปี 2571
มุมมองตลาด การรวมผลประโยชน์จากดีล BSHI และการปรับฐานการประเมินมูลค่าหุ้นไปสู่สิ้นปี 2570 ช่วยเพิ่มมูลค่าพื้นฐานของหุ้นขึ้นอีกราว 1.30 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 5.50 บาท
“SCGP” กำไรโตเด่น แต่ราคาหุ้นชนเพดานมูลค่าพื้นฐาน
ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” เพื่อล็อกกำไร
กรณีของ SCGP เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในโลกของการลงทุนว่า “ผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม อาจไม่ใช่หุ้นที่น่าซื้อเสมอไปหากราคาแพงเกินไป” แม้ว่าแนวโน้มผลประกอบการระยะสั้นจะออกมาแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยบวกไปมากจนมูลค่าหุ้น (Valuation) อยู่ในระดับที่ตึงตัวแล้ว
ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรหลักใน 2Q69 ของ SCGP ไว้ที่ 1.59 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน และการฟื้นตัวของผลประกอบการของบริษัท Fajar ในอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ใน 3Q69 อาจไม่สดใสนัก แม้กำไรจะยังเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แต่อาจเห็นการอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เนื่องจากต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) และต้นทุนถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเริ่มเข้ามาบดบังและกดดันอัตรากำไรของทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเยื่อกระดาษ
Facebook icon
Facebook
Twitter icon
Twitter
LINE icon
Line