Thai Financial News Intelligence
Latest article 3 min agoLatest analysis 3 min ago·17818 articles total
← News feed

“เอลนีโญ” ครึ่งปีหลังระอุ! จับตาเครื่องดื่มยอดขายพุ่ง โบรกชู ICHI ท็อปพิก เป้า 15.50 บ.

published 8 d ago · th · source ↗

Affected tickers

Per-ticker News Sentiment Indicator

  • CBGmacro · positive · med

    The article identifies that the El Niño phenomenon is expected to boost sales for beverage companies, including CBG, due to increased consumer demand during hot weather.

  • ICHImacro · positive · med

    The article highlights that the El Niño phenomenon is expected to boost beverage sales, with analysts identifying ICHI as a top pick due to favorable weather conditions and strong product growth.

  • OSPmacro · positive · med

    The article identifies that the El Niño phenomenon is expected to drive higher demand for beverage products, benefiting companies like OSP due to increased consumption during hot weather.

Article body

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท โดย “ข้าว” เป็นพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่าผลผลิตจะหายไป 5.4 ล้านตัน มูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท เนื่องจากภาคเกษตรไทยใช้น้ำถึง 3 ใน 4 ของประเทศ และพื้นที่เพาะปลูกกว่า 80% ยังพึ่งพาน้ำฝน ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม ภาวะอากาศร้อนที่เกิดจากเอลนีโญมีแนวโน้มส่งผลบวกต่อกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องดื่ม จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่านักวิเคราะห์ประเมินว่าหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่ม 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) หรือ ICHI , บริษัท ที . เอ . ซี . คอนซูเมอร์ จำกัด ( มหาชน ) หรือ TACC , บริษัท โอสถสภา จำกัด ( มหาชน ) หรือ OSP , บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) หรือ CBG , บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด ( มหาชน ) หรือ SAPPE , บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) หรือ MALEE มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เติบโตในช่วงอากาศร้อนจัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตาท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด ( มหาชน ) เปิดเผยว่า ได้รับเกียรติจาก ดร . ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมภูมิอากาศแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “El Niño” โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวโน้มสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยเฉพาะในด้านอุณหภูมิ ข้อมูลจากแบบจำลองภูมิอากาศระบุว่า ภาวะ ENSO มีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะ El Niño ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และมีโอกาสพัฒนาเป็น El Niño ระดับรุนแรง โดยมีความน่าจะเป็นประมาณ 63% ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากยังมีอิทธิพลของปัจจัย Cold Phase และ Warm Phase ที่ส่งผลหักล้างกันอยู่ แม้อุณหภูมิสูงสุดในช่วงฤดูร้อนยังมีแนวโน้มสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสอย่างชัดเจน ทั้งนี้ El Niño ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบมีรูปแบบและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ตำแหน่งของมวลน้ำอุ่น ความกดอากาศ ทิศทางลม พื้นที่รับฝน และปัจจัยทางเทคนิคอื่น ๆ นอกจากนี้ แบบจำลองหลายชุดยังคาดการณ์ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 ซึ่งประเทศไทยใช้อ้างอิงในการติดตามสถานการณ์ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยของบางแบบจำลองอาจอยู่ในช่วงประมาณ +2.0 ถึง +2.5 องศาเซลเซียส ในช่วงที่ El Niño มีความรุนแรงสูงสุด สำหรับปริมาณฝน ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน อาจเกิดได้ทั้งกรณีที่ปริมาณฝนลดลงและมีช่วงฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น หรือเกิดฝนตกหนักและกระจุกตัวในบางพื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมได้ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีปริมาณฝนลดลงมาก และเผชิญภาวะแห้งแล้งในหลายพื้นที่ ภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มเครื่องดื่ม โดยจะช่วยเร่งการเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในอีกด้านหนึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบบางรายการของผู้ประกอบการปรับเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาผลกระทบโดยรวมแล้ว ยังมีน้ำหนักเป็นบวกสุทธิ โดยมองว่า ICHI และ SAPPE จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากปัจจัยดังกล่าว นอกจากแรงหนุนจากภาวะเอลนีโญแล้ว กลุ่มเครื่องดื่มยังได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มต้นทุนที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการเข้าสู่รอบการจ่ายเงินปันผลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” (Neutral) ต่อกลุ่มเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยเลือก ICHI เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่ม โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 15.50 บาท จากปัจจัยสนับสนุนทั้งอานิสงส์ของเอลนีโญ แนวโน้มต้นทุนที่ผ่อนคลาย และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับประมาณ 7% สำหรับผลการดำเนินงานระยะสั้น คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้อยกว่าที่ตลาดกังวล และมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3-4/2569 ขณะที่ยังคงประมาณการกำไรปกติในปี 2569 และ 2570 เติบโต 5% และ 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ นอกจากนี้ บริษัทมองว่าธุรกิจกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ โดยมีผลิตภัณฑ์ “น้ำด่าง” เป็น Product Champion ลำดับที่ 3 ของบริษัท ซึ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ในพอร์ต ส่งผลให้โครงสร้างผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไร (Margin Expansion) ในระยะกลางถึงระยะยาว ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น ICHI โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 15.50 บาท พร้อมมองว่าบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ จากการเตรียมความพร้อมด้านกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ICHI ได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 13% สู่ระดับ 1,700 ล้านลิตรต่อปี รองรับเป้ารายได้ราว 9,000-9,500 ล้านบาท หรือเติบโต 12-17% จากปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจ้างพันธมิตรผลิตเพิ่มเติม หลังโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะช่วยรองรับรายได้เพิ่มอีกราว 2,000 ล้านบาท โดยบริษัทระบุว่าการจ้างผลิตมีอัตรากำไรใกล้เคียงกับการผลิตเอง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้ไลน์การผลิตเฉพาะ ทำให้พันธมิตรสามารถบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านต้นทุน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าต้นทุนได้ผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 2/2569 แล้ว แม้วัสดุบรรจุภัณฑ์จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของต้นทุนทั้งหมด และราคาเม็ดพลาสติก PET จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 30-35% แต่บริษัทสามารถบริหารผลกระทบได้ผ่านการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด การเจรจากับคู่ค้า และการบริหารพอร์ตสินค้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 22% และมีแนวโน้มกลับสู่ระดับประมาณ 24% ในไตรมาส 3 ก่อนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4 ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานทั้งปีที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 22.5% ในช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทได้รับผลกระทบจากการผลิตที่ไม่ราบรื่น เนื่องจากการซ่อมบำรุงเครื่องจักรใช้เวลานานกว่าปกติ รวมถึงไลน์การผลิตน้ำด่างที่ใช้ร่วมกับสินค้าอื่น ส่งผลให้เกิดคอขวดในการผลิต และมีสินค้าบางรายการวางจำหน่ายไม่เพียงพอในบางช่วง โดยเฉพาะชาเขียวและน้ำด่าง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งไลน์ผลิตน้ำด่างใหม่และซ่อมแซมเครื่องจักรเรียบร้อยแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้รายได้กลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับผลิตภัณฑ์ “น้ำด่าง” ฝ่ายวิจัยมองว่าเป็น Product Champion ลำดับที่ 3 ของบริษัท หลังเริ่มทำตลาดมา 6 ปี และได้รับการตอบรับอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกาย สินค้าดังกล่าวมีอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทประมาณ 5-10% อีกทั้งยอดขายขนาด 1 ลิตรยังเติบโตแซงขนาดเล็กโดยไม่กระทบยอดขายเดิม พร้อมมีแผนเปิดตัวรสชาติใหม่ ขยายจุดจำหน่าย และพัฒนาสินค้าสำหรับช่องทางการค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) โดยตั้งเป้ารายได้จากน้ำด่างในปี 2569 ที่ 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน และคาดว่าจะก้าวขึ้นเป็นสินค้าทำรายได้อันดับ 2 ของบริษัท ในระยะยาว บริษัทจะได้รับปัจจัยบวกจากภาระค่าเสื่อมราคาที่ทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป หลังเครื่องจักรบางส่วนครบอายุการคิดค่าเสื่อม โดยคาดว่าค่าเสื่อมจะลดลงราว 150 ล้านบาทในปี 2571 และทยอยลดลงอีกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2572-2575 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในอนาคต แม้ปัจจัยดังกล่าวยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของฝ่ายวิจัย นอกจากนี้ โครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าการลงทุนจริง 421 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 300 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการประหยัดภาษีประมาณ 842 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติจาก BOI ต่อไป Tags อากาศร้อน เอลนีโญมี CBG MALEE SAPPE ICHI TACC บล.กรุงศรี หุ้นเครื่องดื่ม OSP